ปัจจุบันแทบทุกแบรนด์อาหารเสริมล้วนมีคำว่า
* มีงานวิจัยรองรับ
* ผ่านการศึกษาทางคลินิก
* มีผลการทดลองในคน
* ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ
จนหลายคนเกิดความเชื่อว่า
“ถ้ามีงานวิจัย แสดงว่าดีแน่นอน”
แต่ในความเป็นจริง
สิ่งที่ผู้บริโภคจำนวนมากไม่เคยตรวจสอบคือ
งานวิจัยที่อ้างถึง ใช้สารสำคัญชนิดเดียวกับที่อยู่ในผลิตภัณฑ์จริงหรือไม่?
และที่สำคัญยิ่งกว่า
ใส่ในปริมาณเท่ากับที่ใช้ในงานวิจัยหรือเปล่า?
เพราะคำว่า “มีงานวิจัยรองรับ” กับ “ใช้ตามงานวิจัย” อาจเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ
ลองนึกภาพว่า
มีงานวิจัยพบว่า
สารสกัดชนิดหนึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีเมื่อใช้
100 มิลลิกรัมต่อวัน
แต่ผลิตภัณฑ์ที่คุณกำลังซื้อใส่มาเพียง
10 มิลลิกรัม
แม้จะเป็นสารตัวเดียวกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลลัพธ์เหมือนในงานวิจัย
นี่คือเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและเวชศาสตร์ชะลอวัยจำนวนมากให้ความสำคัญกับคำว่า
Evidence-Based Dosage
หรือ
“ปริมาณที่อ้างอิงจากงานวิจัย”
ไม่ใช่เพียงการมีส่วนผสมอยู่บนฉลากเท่านั้น
วิธีที่ 1: ดูว่ามีการระบุปริมาณสารสำคัญหรือไม่
หนึ่งในสัญญาณแรกที่ควรสังเกตคือ
ฉลากระบุปริมาณสารสำคัญอย่างชัดเจนหรือไม่
ตัวอย่างเช่น
ระบุชัดเจน
* Pycnogenol® 60 mg
* AstaReal® Astaxanthin 6 mg
* Omega-3 (EPA 500 mg, DHA 250 mg)
ระบุไม่ชัดเจน
* มีสารสกัดเปลือกสนฝรั่งเศส
* มีแอสตาแซนธิน
* มีน้ำมันปลา
การระบุชื่อส่วนผสมเพียงอย่างเดียว
ยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าปริมาณนั้นใกล้เคียงกับงานวิจัยหรือไม่
วิธีที่ 2: ตรวจสอบว่าใช้สารสกัดชนิดเดียวกับงานวิจัยหรือไม่
นี่เป็นจุดที่หลายคนมองข้าม
คำว่า
“สารสกัดจากเปลือกสน”
ไม่ได้หมายความว่าจะเหมือนกันทุกตัว
ตัวอย่างเช่น
Pycnogenol
เป็นสารสกัดที่มีงานวิจัยทางคลินิกจำนวนมาก
แต่ไม่ได้หมายความว่าสารสกัดเปลือกสนทุกชนิดในโลกจะมีข้อมูลเทียบเท่ากัน
เช่นเดียวกับ
AstaReal
ซึ่งมีงานวิจัยเฉพาะของตัวเอง
ดังนั้นคำถามสำคัญคือ
งานวิจัยที่แบรนด์อ้างถึง ใช้สารตัวเดียวกับที่อยู่ในผลิตภัณฑ์จริงหรือไม่
วิธีที่ 3: เปรียบเทียบโดสกับงานวิจัย
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด
ตัวอย่างเช่น
หากงานวิจัยใช้
* Pycnogenol® 100 mg ต่อวัน
* Astaxanthin 6 mg ต่อวัน
* Omega-3 EPA+DHA 1,000 mg ต่อวัน
แต่ผลิตภัณฑ์ใส่เพียงเศษเสี้ยวของปริมาณดังกล่าว
ก็อาจไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์แบบเดียวกับงานวิจัยได้
แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าต้องใส่เท่ากันทุกครั้ง
แต่ผู้บริโภคควรทราบว่าปริมาณที่ใช้มีความใกล้เคียงกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หรือไม่
วิธีที่ 4: มองหางานวิจัยในคน ไม่ใช่แค่ในหลอดทดลอง
เวลาพูดถึงคำว่า
“มีงานวิจัยรองรับ”
งานวิจัยก็มีหลายระดับ
ตั้งแต่
* การศึกษาในหลอดทดลอง (In Vitro)
* การศึกษาในสัตว์ทดลอง
* การศึกษาในคน
โดยทั่วไป
งานวิจัยในคนจะให้ข้อมูลที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากกว่า
โดยเฉพาะงานวิจัยประเภท
Randomized Double-Blind Placebo-Controlled Trial (RCT)
ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานสูงสุดของงานวิจัยทางคลินิก
วิธีที่ 5: ดูว่ามีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสหรือไม่
แบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์
มักเปิดเผยข้อมูลสำคัญ เช่น
* ชื่อสารสกัด
* ปริมาณที่ใช้
* แหล่งวัตถุดิบ
* งานวิจัยอ้างอิง
* มาตรฐานการผลิต
ในทางกลับกัน
หากมีเพียงคำโฆษณา
แต่ไม่มีรายละเอียดใด ๆ ให้ตรวจสอบ
ผู้บริโภคก็ควรตั้งคำถามเพิ่มเติม
แล้ว Branded Ingredient สำคัญอย่างไร
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ผู้บริโภคเริ่มรู้จักคำว่า
Branded Ingredient
มากขึ้น
หมายถึงสารสกัดที่มีการพัฒนา ควบคุมคุณภาพ และทำวิจัยเฉพาะของตัวเอง
ตัวอย่างเช่น
* Pycnogenol®
* AstaReal®
* Pearl Tomato®
ข้อดีคือ
ผู้วิจัยและผู้บริโภคสามารถทราบได้ชัดเจนว่า
งานวิจัยที่อ้างถึงใช้วัตถุดิบตัวใด
และสามารถเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์จริงได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่งานวิจัยบอกเรา
การมีงานวิจัยรองรับเป็นเรื่องสำคัญ
แต่การอ่านคำว่า “มีงานวิจัย” เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ
* ใช้วัตถุดิบชนิดเดียวกับงานวิจัยหรือไม่
* ใช้ในปริมาณใกล้เคียงกับงานวิจัยหรือไม่
* งานวิจัยนั้นเป็นการศึกษาในคนหรือไม่
เพราะสุดท้ายแล้ว
คุณภาพของอาหารเสริมไม่ได้วัดจากจำนวนคำโฆษณา
แต่วัดจากความสอดคล้องระหว่างผลิตภัณฑ์กับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
สรุป
คำว่า “มีงานวิจัยรองรับ” ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ทุกตัวจะให้ผลลัพธ์เหมือนงานวิจัยเสมอไป
ผู้บริโภคควรพิจารณาเพิ่มเติมว่าใช้สารสกัดชนิดเดียวกับงานวิจัยหรือไม่ มีการระบุปริมาณสารสำคัญอย่างชัดเจนหรือไม่ และใช้ในระดับที่ใกล้เคียงกับที่มีข้อมูลทางคลินิกรองรับหรือเปล่า
เพราะในโลกของอาหารเสริม ความแตกต่างระหว่าง “มีส่วนผสม” กับ “ใช้ตามงานวิจัย” อาจเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างของผลลัพธ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
References
1. Jadad AR, et al. Assessing the Quality of Reports of Randomized Clinical Trials. Controlled Clinical Trials. 1996.
2. Hariton E, Locascio JJ. Randomised Controlled Trials — The Gold Standard for Effectiveness Research. BJOG. 2018.
3. Ioannidis JPA. Why Most Published Research Findings Are False. PLoS Medicine. 2005.
4. Blumberg JB, et al. Perspective: Criteria for Evaluating the Evidence for Dietary Supplement Benefits. Advances in Nutrition. 2019.
5. Geller AI, et al. Emergency Department Visits for Adverse Events Related to Dietary Supplements. New England Journal of Medicine. 2015.

